อะไรคือ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ?
อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่ใช้ในแอร์นั้น เป็นกระบวนการแปลงไฟฟ้าจากกระแสตรง (DC) ไปเป็นกระแสสลับ (AC) เพื่อควบคุมรอบมอเตอร์ของคอมเพรสเซอร์ได้อย่างละเอียดกว่าการปรับกระแสไฟฟ้าสลับโดยตรงที่ทำได้เพียงแค่ ตัด/ต่อ การทำงานของมอเตอร์ไม่สามารถปรับได้อย่างละเอียด ซึ่งกระบวนการอินเวอร์เตอร์นั้นสามารถปรับความถี่ Hz ของไฟฟ้าก่อนส่งไปยังคอมเพรสเซอร์ของแอร์จึงสามารถควบคุมความเร็วรอบของคอมเพรสเซอร์ได้ยืดหยุ่นมากกว่า

ภาพเปรียบเทียบการทำงานระหว่างแอร์ปกติ และแอร์แบบ Inverter
ข้อแตกต่างของแอร์แต่ละแบบ
- แอร์ที่ “ไม่มี” อินเวอร์เตอร์ คอมเพรสเซอร์จะทำความเย็นให้เย็นกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ประมาณ 3-4 องศา เมื่ออุณหภูมิห้องเย็นกว่าอุณหภูมิที่กำหนด ระบบจะสั่งการตัดไฟคอมเพรสเซอร์ทันที และเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ตั้งไว้ ระบบจะสั่งคอมเพรสเซอร์ให้ทำงานอีกครั้งเพื่อลงอุณหภูมิลงอีกครั้งไปเรื่อยๆ
- แอร์ที่ “มี” อินเวอร์เตอร์ ระบบจะเร่งความเร็วมอเตอร์คอมเพรสเซอร์เมื่อต้องการทำความเย็นตามที่กำหนด และลดรอบมอเตอร์ลงเมื่ออุณหภูมิห้องเย็นกว่าที่กำหนดเล็กน้อย ซึ่งคอมเพรสเซอร์ยังคงทำงานโดยลดรอบลงจนอยู่ในสถานะแทบจะหยุดหมุนเลยก็ว่าได้ และเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ตั้งไว้ประมาณ 1-2 องศา คอมเพรสเซอร์จะค่อยเร่งการทำงานมากขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิลง จึงทำให้อุณหภูมิโดยรวมในห้องใกล้เคียงกับอุณหภูมิที่ผู้ใช้งานตั้งไว้มากกว่าแอร์แบบไม่มีอินเวอร์เตอร์
ตัวอย่าง
หากเราตั้งอุณหภูมิห้องไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส

ภาพแสดงตัวอย่างการทำงานที่แตกต่างกันของแอร์ทั้ง 2 ระบบ
- แอร์ที่ “ไม่มี” อินเวอร์เตอร์ – เริ่มต้นคอมเพรสเซอร์ทำความเย็นของอุณหภูมิห้องไปจนถึงประมาณ 21-22 องศา แล้วตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ทันที จนอุณหภูมิห้องเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26 – 27 องศา คอมเพรสเซอร์จะกลับมาทำงานอีกครั้งเพื่อให้อุณหภูมิห้องลงต่ำลงไปจนถึงประมาณ 21-22 องศาอีกครั้ง
- แอร์ที่ “มี” อินเวอร์เตอร์ – เริ่มต้นคอมเพรสเซอร์ทำความเย็นของอุณหภูมิห้องไปจนถึงประมาณ 23-24 องศา แล้วลดรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ลงเพื่อคงอุณหภูมิห้องไว้ และเมื่ออุณหภูมิห้องเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 25 องศา คอมเพรสเซอร์จะค่อยเร่งความเร็วรอบขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้อุณหภูมิห้องกลับมาที่ประมาณ 23-24 องศาอีกครั้ง
- จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นนั้นมีน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกเมื่อเลือกใช้งานแอร์ที่มีอินเวอร์เตอร์
ข้อดีและข้อเสีย
- แอร์ที่ “ไม่มี” อินเวอร์เตอร์
- ข้อดี :
- ราคาแอร์ถูกกว่าอย่างชัดเจน
- ระบบการทำงานภายในที่ซับซ้อนน้อยกว่า
- ข้อเสีย :
- มีการกินไฟสูง ยิ่งในช่วงสตาร์ทคอมเพรสเซอร์ จนอาจเกิดอาการไฟกระชาก
- ทำอุณหภูมิค่อนข้างไม่คงที่ อาจจะเย็นเกินไปหรือร้อนเกินไปบ้างตามจังหวะการทำงานของคอมเพรสเซอร์
- แอร์ที่ “มี” อินเวอร์เตอร์
- ข้อดี :
- รักษาอุณหภูมิได้ค่อนข้างคงที่ ไม่หนาวหรือร้อนไปกว่าที่ตั้งไว้มากนัก
- ประหยัดไฟ เดินเครื่องเงียบ ไม่เกิดอาการไฟกระชาก
- ข้อเสีย :
- ราคาแอร์ที่สูงกว่าแอร์ที่ไม่มีอินเวอร์เตอร์
- ระบบภายในซับซ้อนกว่า ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงกว่า
แล้วเราควรใช้แอร์แบบใด ?
- แอร์ที่ “ไม่มี” อินเวอร์เตอร์ เหมาะกับห้องที่ไม่ค่อยใช้งานแอร์บ่อยมากนักเพราะจุดคุ้มทุนของค่าไฟที่ประหยัดลงไปเมื่อเปรียบเทียบกับราคาแอร์ที่ต้องจ่ายเพิ่มแล้วอาจจะไม่คุ้มค่า นิยมใช้งานในสถานที่ที่ต้องการทำความเย็นโดยไม่เน้นความเที่ยงตรงของอุณหภูมิเป็นนัยยะสำคัญ เช่น ห้องนั่งเล่น เป็นต้น
- แอร์ที่ “มี” อินเวอร์เตอร์ เหมาะสำหรับห้องที่เปิดใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง, ห้องที่ต้องการความเงียบ และต้องการรักษาอุณหภูมิห้องอย่างสม่ำเสมอ เช่น ห้องนอน, ห้องทำงาน, หรือห้องอ่านหนังสือ เป็นต้น

ภาพเปรียบเทียบแสดงราคาเครื่องกับปริมาณการกินไฟ ระหว่างแอร์แบบปกติ และ แอร์แบบอินเวอร์เตอร์
สรุป
จากที่ได้อธิบายไป จะพบว่าแอร์ที่มีอินเวอร์เตอร์นั้นมีข้อดีอย่างมีนัยยะสำคัญ จะได้เปรียบมากกว่า ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและเสียงที่เงียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าสำคัญมากจนคุณต้องเปลี่ยนแอร์เดิมที่ยังใช้งานได้ดีและเพิ่งใช้มาไม่กี่ปีเป็นแบบอินเวอร์เตอร์โดยทันที แอร์ธรรมดานั้นเพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว ยิ่งกับผู้ที่ต้องการประหยัดงบประมาณในการซื้อแอร์ใหม่ (เริ่มต้นต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท) แต่คุณอาจจะต้องจ่ายค่าไฟมากกว่าแอร์ที่มีอินเวอร์เตอร์ในระยะยาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณผู้อ่านเป็นหลัก แต่ผมหวังว่าท่านจะพอเห็นภาพได้บ้าง และเลือกซื้อแอร์ใหม่ได้อย่างสะดวกกระเป๋าตังค์ สบายกายและดีต่อใจ นะครับบ 

อ้างอิง :
airconditioner.me.uk
achahome.com
propakistani.pk
ภาพประกอบบางส่วนจาก daikinindia.com